ห่วยที่สุด Marvel ไม่เคยทำหนังห่วยๆเลย

ห่วยที่สุด Marvel ไม่เคยทำหนังห่วยๆเลย

ห่วยที่สุด ในบรรดา 23 เรื่องของหนังจักรวาลมาร์เวลหรือ MCU นั้น อาจมีแฟนคลับหรือคนชอบดูหนังตั้งคำถามว่า

เรื่องไหนหรือภาคไหน “ห่วยสุดหรือยอดห่วยแตกที่สุด” แต่ก็ไม่แน่ว่าทั้งหมด 23 เรื่องนั้น สำหรับผู้ที่ชื่นชอบหนังซูเปอร์ฮีโร

ได้เห็นเรื่องราวของแต่ละตัวละครมาโลดแล่นออกจากคอมิกหรือหนังสือการ์ตูน เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเป็นความยอดเยี่ยมและไม่อาจเรียกว่าห่วยแล้วก็เป็นไปได้ มาถึงตอนนี้ที่เฟส 4 จะเริ่มต้นด้วย Black Widow หนังถูกเลื่อนฉายจากกำหนดเดิมเดือนพฤษภาคมออกไปอย่างไม่มีกำหนด เราจะขอพาคุณผู้อ่านกลับไปย้อนดูว่า หรือจริงๆแล้ว Marvel ทำหนังห่วยไม่เป็น?

นับตั้งแต่เรื่องแรกของ MCU ตั้งแต่ Iron Man (2008) ภาคแรก จนถึงภาคปิดท้ายเฟส 3 อย่าง Spider-Man: Far From Home (2019) หลายครั้งที่จะเห็นว่า กระแสการตอบรับของคนดูอย่างล้นหลามนั้นมักจะสวนทาง

กับคำวิจารณ์ของนักวิจารณ์อยู่เสมอ อย่างที่หนัง Marvel มักจะโดนค่อนแคะจากนักวิจารณ์ (หรืออาจร่วมถึงคุณปู่ผู้กำกับ Martin Scorsese และสายสนับสนุนแนวคิดของปู่) ว่าหนังฮีโรของ Marvel มักจะเดินตามสูตรสำเร็จเดิมๆคือเหล่าฮีโรแพ้ไปก่อนในตอนแรกและฮึดกลับมาชนะจนได้ในตอนท้าย…จบ)

สำหรับภาพยนตร์ที่ติดอันดับหนังห่วยในมุมมองของแฟน Marvel ได้แก่ Thor: The Dark World (2013) หรือภาค 2 ของหนังเทพเจ้าสายฟ้าที่ไปเน้นเรื่องความรักของธอร์และเจน ฟอสเตอร์แบบหลวมๆและไม่ได้นำพาเรื่องราวไปไหน จนกระทั่ง Thor: Ragnarok (2017) ได้นำความสดใหม่และแก้เกม พาหนังไปสู่ทิศทางใหม่ได้สำเร็จ

นอกจากนั้น หนังที่ได้เข้าชิงหนังห่วยของ MCU ยังมีตั้งแต่ The Incredible Hulk (2008) ภาคแรกของฮัลค์ในจักรวาล Marvel รับบทโดย Edward Norton ที่ทุกคนอยากจะทำเป็นลืมๆมันไปซะ จนกระทั่งต้องหานัก

แสดงใหม่อย่าง Mark Ruffalo มาล้างตาภาพเดิมของฮัลค์เสียใหม่ Iron Man 2 (2010) ที่ก็ดูน่าเบื่อจริงๆและเทียบกันกับภาคแรกยังสนุกกว่าเยอะ ตัวร้ายก็ดูงงงวยและไม่เท่ และ Avengers: Age of Ultron (2015) ที่ก็โดนข้อหาสนุกไม่เท่าภาคแรกแถมยังมีตัวร้ายอย่าง Ultron ที่เล่นท่าง่ายร้ายแบบทื่อๆทำให้ภาค 2 ของ Avengers เหมือนทำมาแค่เรียกเงินจากคนดูเท่านั้น Ant-Man and the Wasp (2018) ก็ติดอันดับมาด้วยเหมือนกัน เนื่องจากถูกป้ายความผิดจากแฟนคลับบางส่วนว่า มันคือหนังคั่นเวลาระหว่าง Infinity War และ Endgame

หากพิจารณาในแง่ของรายได้ในสหรัฐอเมริกา บนตารางหนังทำเงินหรือ Box Office นั้น เรื่องที่ทำรายได้ต่ำที่สุด 5 อันดับก็คือ The Incredible Hulk (2008) ที่ทำรายได้ไปต่ำสุดที่ 134 ล้านเหรียญฯ (นั่นคือจากทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญฯ จนเรียกได้ว่าขาดทุนในบ้าน ดีที่ยังได้รายได้จากตลาดต่างประเทศช่วยไว้) กลายเป็นหนังของ MCU เพียงเรื่องเดียวที่นับว่าขาดทุนหากมองรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกา อันดับต่อมาคือ Captain America: The First Avengers (2011) ทำไปที่ 176 ล้านเหรียญฯ ที่พอเข้าใจได้ว่าเป็นหนังภาคแรกที่แฟนคลับบางทีอาจยังไม่รู้จักมากนักสำหรับหนังแนะนำตัว เช่นเดียวกับอันดับต่อมา Ant-Man (2015) ภาคแรกที่ทำรายได้ไป 180 ล้านเหรียญฯ และ Thor (2011) ภาคแรกที่ทำรายได้ไป 181 ล้านเหรียญฯ ส่วนอันดับ 5 นั้นถือเป็นหนังภาคต่อที่ทำรายได้ต่ำที่สุดในเฟรนไชส์ก็คือ Thor: The Dark World (2013) ที่ทำไป 206 ล้านเหรียญฯ

ถ้าหากวัดดูจากคะแนนของเว็บไซต์ให้คะแนนหนังจากทั้งฝั่งนักวิจารณ์และคนดูอย่าง Rotten Tomatoes Thor: The Dark World (2013) ก็ขึ้นแท่นหนังได้คะแนนน้อยสุดที่ 66% ตามมาด้วย The Incredible Hulk (2008) ที่ 67% Iron Man 2 (2010) ที่ 73% Avengers: Age of Ultron (2015) ที่ 75% และ Thor (2011) ที่ 77% ส่วนคะแนนวิจารณ์ของเว็บไซต์ iMDB.com ก็ให้คะแนน The Incredible Hulk (2008) ไว้ที่ 6.7/10 Thor: The Dark World (2013) ไว้ที่ 6.9/10 Captain America: The First Avengers (2011) ไว้ที่ 6.9/10 Iron Man 2 (2010) ที่ 7/10 และ Thor (2011) ไว้ที่ 7/10 ซึ่งจะเห็นได้ว่า คะแนนของผู้ชมและนักวิจารณ์ก็สอดคล้องกับรายได้ของเรื่องนั้นๆที่น้อยที่สุดในบรรดาเรื่องอื่น ที่ก็อาจพูดได้ว่า “ห่วย” สุดกว่าเรื่องอื่นๆ

แต่หากจะมองผ่านสายตาของแฟนหนัง Marvel แล้วละก็ การที่หนังไม่เคยทำคะแนนต่ำกว่า 60% หรือ 6/10 เลยจากทั้ง 2 เว็บไซต์ดัง (ในขณะที่ฝั่งหนังจาก DC นั้นเละเทะกว่านี้มากเช่น Suicide Squad (2016) นั้นจัดไปที่ 27% และ Batman V Superman: Dawn of Justice (2016) นั้นก็จัดไปที่ 28% ของเว็บมะเขือเน่าเลยทีเดียว) ก็แสดงให้เห็นว่า ถึงจะห่วยที่สุดยังไงในกลุ่มแฟรนไชส์ตัวเอง ก็ยังดูสนุกรวมทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆห่างจากเรื่องอื่นนอกจักรวาลอยู่หลายขุม และในช่วง 5 ปีหลังมานี้ก็ไม่มีเรื่องไหนคะแนนแย่หรือทำรายได้แย่อีกเลย เป็นการโชว์เหนือว่า ทุกวันนี้ Marvel Studios ได้มาถึงจุดสูงสุดในทุกๆทางอย่างลงไม่ได้ (และคงไม่อยากลง) แล้วนั่นเอง

แหล่งที่มา sanook

Author: Charley

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *